ลักษณะการประกอบธุรกิจ

การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ บริษัทย่อย และกิจการที่ควบคุมร่วมกัน (“กลุ่มบริษัท”)

บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ" หรือ "TPCH") ประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ และให้บริการสนับสนุนการดำเนินการของบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกันของบริษัทฯ โดยมีเงินลงทุนในบริษัทที่มีแผนดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากชีวมวลจำนวน 15 บริษัท บริษัทที่มีแผนดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะมูลฝอยโดยมีการจัดการขยะแบบผสมผสานจำนวน 1 บริษัท การผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 13 บริษัท และผลิตและจำหน่าย Refuse derived fuel (RDF) จำนวน 1 บริษัทและจะมีรายได้หลักเป็นเงินปันผลที่ได้รับจากการลงทุนถือหุ้นในบริษัทอื่นและมีรายได้อื่นๆ จากการให้บริการสนับสนุนการดำเนินการของบริษัทในกลุ่ม เป็นต้น

โดย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2561 มีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์จำนวน 6 โรง ได้แก่

  1. CRB เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556
  2. MWE เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558
  3. MGP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559
  4. TSG เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559
  5. PGP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2560
  6. SGP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561

CRB วันที่ 15 มีนาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่3/2560 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 1.25 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 25 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 31 ธันวาคม 2559 เป็นจำนวนเงิน 1.86 ล้านบาท

วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่4/2560 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 1 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 20 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 31 มีนาคม 2560 เป็นจำนวนเงิน 1.98 ล้านบาท

วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่5/2560 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 1 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 20 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 30 มิถุนายน 2560 เป็นจำนวนเงิน 1.96 ล้านบาท

และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่7/2560 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 1.25 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 25 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 30 กันยายน 2560 เป็นจำนวนเงิน 1.79 ล้านบาท

MWE วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่4/2560 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 10 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 20 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 31 มีนาคม 2560 เป็นจำนวนเงิน 1.37 ล้านบาท

TSG วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่4/2560 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 10 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 20 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 31 มีนาคม 2560 เป็นจำนวนเงิน 1.54 ล้านบาท

วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2560 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 10 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 20 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 30 มิถุนายน 2560 เป็นจำนวนเงิน 1.83 ล้านบาท

และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 9/2560 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 12.50 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 25 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 30 กันยายน 2560 เป็นจำนวนเงิน 1.99 ล้านบาท

MGP วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 3/2560 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 4 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 9.4 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 30 มิถุนายน 2560

นโยบายการลงทุนของบริษัทฯ

บริษัทฯ มีนโยบายการลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ ซึ่งถือเป็นการลงทุนในประเภทธุรกิจหลัก (Core Business) ของบริษัทฯ โดยปัจจุบันบริษัทฯ ลงทุนในบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน ที่มีแผนดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็ก (SPP) กำลังการผลิตไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ได้แก่ PTG, โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กมาก (VSPP) กำลังการผลิตไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ได้แก่ CRB, MGP, TSG, MWE, PGP, SGP, TPCH1, TPCH2 และ TPCH5, โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะมูลฝอยโดยมีการจัดการขยะแบบผสมผสาน ได้แก่ SP และโรงผลิตเชื้อเพลิง Refuse derived fuel (RDF) ได้แก่ PA ซึ่งบริษัทฯ จะทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) ด้านการเงิน เทคโนโลยี บุคลากร เชื้อเพลิง กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจว่าโครงการที่บริษัทฯ เข้าลงทุนมีศักยภาพที่จะสามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้แก่ บริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนี้ในการเข้าลงทุนในแต่ละบริษัท บริษัทฯ อาจลงทุนเองทั้งหมดหรือร่วมลงทุนกับพันธมิตรเพื่อให้การดำเนินการโรงไฟฟ้าได้รับประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีนโยบายที่จะติดตาม กำกับ ดูแล บริษัทย่อยที่ได้เข้าไปลงทุนทั้งในด้านการบริหาร (Management) และการดำเนินการ (Operation) อย่างชัดเจน โดยมีการแต่งตั้งกรรมการตัวแทนตามมติกรรมการของบริษัทฯ เข้าไปเป็นกรรมการในแต่ละบริษัทย่อยที่เข้าไปลงทุน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า บริษัทย่อยจะดำเนินธุรกิจตามนโยบายเดียวกันกับบริษัทฯ บริษัทฯ กำหนดให้หน่วยงานตรวจสอบภายในของบริษัทฯ เข้าไปสอบทานการทำงานและการปฎิบัติตามนโยบายต่างๆ ของแต่ละบริษัทย่อยและให้นำมารายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทฯ นอกจากนี้ยังจัดให้มีระบบงานที่สามารถสนับสนุนการประสานงานและการรายงานที่เป็น daily operation ระหว่างทีมผู้บริหารในด้านการปฎิบัติการของบริษัทย่อยและบริษัทฯ เพื่อให้เกิดการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบริษัทฯ มีการลงทุนในเทคโนโลยีที่สามารถแสดงผลการทำงาน real-time แต่ละ site งาน มายังผู้บริหารของบริษัทฯ ได้

หลักเกณฑ์การพิจารณาการลงทุนของบริษัทฯ มีดังนี้

1. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่คาดว่าจะได้รับอัตราผลตอบแทนของโครงการ (IRR) ขั้นต่ำร้อยละ 10 รวมทั้งโครงการที่ให้ผลตอบแทนทางการเงินอื่นซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯสำหรับการลงทุนในโครงการอื่นที่บริษัทฯ ซื้อมาจากหรือเข้าร่วมลงทุนกับผู้ที่พัฒนาโครงการนั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวที่บริษัทฯ จะได้รับนั้นอาจเปลี่ยนแปลงลดลงจากอัตราผลตอบแทนข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมูลค่าเงินลงทุนที่บริษัทฯ ซื้อมาเป็นปัจจัยสำคัญ
2. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่มีคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือและมีจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ
3. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่บริษัทฯ ได้ศึกษา และสำรวจปริมาณเชื้อเพลิงว่ามีเพียงพอสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลและสามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้ในราคาที่ทำให้บริษัทฯ ยังได้รับผลตอบแทนตามที่ระบุไว้ในข้อ 1
4. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่สามารถจัดหาอุปกรณ์หลักและอะไหล่ต่างๆ ได้ในอัตราต้นทุนที่สมเหตุสมผลและสามารถจัดให้มีการบำรุงรักษาภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
5. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6. บริษัทฯ จะเป็นผู้พัฒนาโครงการด้วยตนเองในกรณีที่โครงการที่จะลงทุนมีขนาดของการลงทุนเหมาะสมกับศักยภาพของบริษัทฯ
7. ในกรณีที่เป็นโครงการที่บริษัทฯ จะต้องร่วมลงทุนกับผู้ลงทุนอื่น บริษัทฯ จะเลือกลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพและผู้ร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าวจะต้องมีนโยบายการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกัน

ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงไฟฟ้า 6 แห่ง ที่ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว (“Commercial Operation Date” “COD”) คือโรงไฟฟ้าของ CRB ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 15 มีนาคม 2556 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ FiT (Feed in Tariff) โรงไฟฟ้าของ MWE ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 12 ตุลาคม 2558 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 8.0 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT (Feed in Tariff) โรงไฟฟ้าของ MGP ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 8 เมษายน 2559 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 8.0 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT (Feed in Tariff) และโรงไฟฟ้าของ TSG ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 3 ตุลาคม 2559 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT (Feed in Tariff) โรงไฟฟ้าของ PGP ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ FiT (Feed in Tariff) โรงไฟฟ้าของ SGP ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ FiT (Feed in Tariff)

ในส่วนของ TPCH3 และ TPCH4 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2560 ของTPCH3 และ TPCH4 ได้มีมติให้เลิกบริษัทและ TPCH3 และ TPCH4 ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วในวันที่22 ธันวาคม 2560

บริษัทฯ มีโครงการโรงไฟฟ้า 4 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้แก่ PTG ,TPCH1,TPCH2 และ TPCH5 ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายรวมเท่ากับ 45.7 เมกะวัตต์ ได้แก่

  1. โครงการโรงไฟฟ้าของ PTG ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 21 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ Adder อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2562
  2. โครงการโรงไฟฟ้าของ TPCH1 ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2562
  3. โครงการโรงไฟฟ้าของ TPCH2 ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2562
  4. โครงการโรงไฟฟ้าของ TPCH5 ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 4 ปี 2562

ทั้งนี้ บริษัทฯ เข้าลงทุนในบริษัท สยาม พาวเวอร์จํากัด (SP) ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตบริหารจัดการระบบการนำขยะมูลฝอยมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขาย 8 เมกะวัตต์ ขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวง

ตามที่ได้มีประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเรื่อง การจัดหาไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ในรูปแบบ Feed-in Tariff(FiT) พ.ศ.2559 ฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2559แต่เนื่องจากมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศให้สอดคล้องกับกฏหมายที่เกี่ยวข้องจึงประกาศ กกพ. เรื่อง การจัดหาไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 โดยมีกรอบระยะเวลาการดำเนินงานดังนี้

ขั้นตอนที่ กำหนดระยะเวลา กิจกรรม
1 15 - 24 พฤศจิกายน 2560 การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเปิดรับตรวจสอบจุดเชื่อมโยงโครงข่ายระบบไฟฟ้า
2 28 พฤศจิกายน 2560 การซักซ้อมความเข้าใจในการยื่นคำร้องเเละข้อเสนอขอขายไฟฟ้า
3 1 ธันวาคม 2560 - 30 มีนาคม 2561 การยื่นคำร้องเเละข้อเสนอขอขายไฟฟ้าโดยผู้ร่วมลงทุนโครงการ
4 ภายใน 30 เมษายน 2561 ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณาตามความพร้อม
5 ภายในวันที่ 3 กันยายน 2561 ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

ที่มา: ประกาศ กกพ. เรื่อง การจัดหาไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560

ณ ปัจจุบันโครงการ SP ได้ยื่นข้อเสนอขอขายไฟฟ้ากับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันที่ 24 มกราคม 2561 อยู่ในระหว่างการรอการประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือกในวันที่ 30 เมษายน 2561 กำหนดการณ์จ่ายไฟเข้าระบบการไฟฟ้านครหลวงแห่งประเทศไทยภายในไตรมาสที่ 4 ปี 2562

นอกจากนั้น บริษัท สยาม พาวเวอร์ จํากัด (SP) เข้าร่วมการคัดเลือกตามประกาศเชิญชวนผู้ยื่นข้อเสนอ “ร่วมลงทุน” โครงการให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการระบบกำจัดขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งโครงการมีมติเห็นชอบในหลักการให้มีการดำเนินการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2559 โดยเป็นโครงการนำร่องในรูปแบบการจัดการ (Model L) สำหรับรองรับขยะมาก 300 ตันต่อวันขึ้นไป