ลักษณะการประกอบธุรกิจ

การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ บริษัทย่อย และกิจการที่ควบคุมร่วมกัน (“กลุ่มบริษัท”)

บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ" หรือ "TPCH") ประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ และให้บริการสนับสนุนการดำเนินการของบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกันของบริษัทฯ โดยมีเงินลงทุนในบริษัทที่มีแผนดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากชีวมวลจำนวน 14 บริษัท การผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 13 บริษัท และผลิตและจำหน่าย Refuse derived fuel (RDF) จำนวน 1 บริษัท(ไม่รวม BBRP เนื่องจาก เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2557 ของ BBRP ได้มีมติให้ BBRP หยุดดำเนินกิจการ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 ประชุมกรรมการบริษัทครั้งที่ 1/2558 ของ BBRP มีมติให้ BBRP เลิกกิจการ และวันที่ 3 เมษยน 2558 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 มีมติให้เลิกบริษัท) และจะมีรายได้หลักเป็นเงินปันผลที่ได้รับจากการลงทุนถือหุ้นในบริษัทอื่นและมีรายได้อื่นๆ จากการให้บริการสนับสนุนการดำเนินการของบริษัทในกลุ่ม เป็นต้น

โดย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2560 มีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์จำนวน 4 โรง ได้แก่

  1. CRB เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556
  2. MWE เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558
  3. MGP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559
  4. TSG เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559

CRB วันที่ 26 เมษายน 2559 ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2559 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 1 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 20 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิ ปี 2558 เป็นจำนวนเงิน 3.41ล้านบาท และ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่3/2559 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 3 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 60 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 30 กันยายน 2559

MWE วันที่ 23 กันยายน 2559 ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 3/2559 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 15 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 30 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 30 มิถุนายน 2559 เป็นจำนวนเงิน 2.86 ล้านบาท วันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 5/2559 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 10 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 20 ล้านบาทและกันสำรองตามกฎหมายเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิงวด 30 กันยายน 2559 เป็นจำนวนเงิน 4.47 ล้านบาท และวันที่ 20 มกราคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 1/2560 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 15 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 30 ล้านบาท นำเสนอต่อที่ประชุมกรรมการบริษัท TPCH มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจาก 30 ล้านบาท เป็น 40 ล้านบาท

นโยบายการลงทุนของบริษัทฯ

บริษัทฯ มีนโยบายการลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ ซึ่งถือเป็นการลงทุนในประเภทธุรกิจหลัก (Core Business) ของบริษัทฯ โดยปัจจุบันบริษัทฯ ลงทุนในบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน ที่มีแผนดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็ก (SPP) กำลังการผลิตไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ได้แก่ PTG, โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กมาก (VSPP) กำลังการผลิตไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ได้แก่ CRB, MGP, TSG, MWE, PGP, SGP, TPCH1, TPCH2 และ TPCH5, โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะมูลฝอยโดยมีการจัดการขยะแบบผสมผสาน ได้แก่ SP และโรงผลิตเชื้อเพลิง Refuse derived fuel (RDF) ได้แก่ PA (ไม่รวม BBRP เนื่องจาก เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2557 ของ BBRP ได้มีมติให้ BBRP หยุดดำเนินกิจการ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 ประชุมกรรมการบริษัทครั้งที่ 1/2558 ของ BBRP มีมติให้ BBRP เลิกกิจการ และวันที่ 3 เมษยน 2558 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 มีมติให้เลิกบริษัท) ซึ่งบริษัทฯ จะทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) ด้านการเงิน เทคโนโลยี บุคลากร เชื้อเพลิง กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจว่าโครงการที่บริษัทฯ เข้าลงทุนมีศักยภาพที่จะสามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้แก่ บริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนี้ในการเข้าลงทุนในแต่ละบริษัท บริษัทฯ อาจลงทุนเองทั้งหมดหรือร่วมลงทุนกับพันธมิตรเพื่อให้การดำเนินการโรงไฟฟ้าได้รับประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีนโยบายที่จะติดตาม กำกับ ดูแล บริษัทย่อยที่ได้เข้าไปลงทุนทั้งในด้านการบริหาร (Management) และการดำเนินการ (Operation) อย่างชัดเจน โดยมีการแต่งตั้งกรรมการตัวแทนตามมติกรรมการของบริษัทฯ เข้าไปเป็นกรรมการในแต่ละบริษัทย่อยที่เข้าไปลงทุน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า บริษัทย่อยจะดำเนินธุรกิจตามนโยบายเดียวกันกับบริษัทฯ บริษัทฯ กำหนดให้หน่วยงานตรวจสอบภายในของบริษัทฯ เข้าไปสอบทานการทำงานและการปฎิบัติตามนโยบายต่างๆ ของแต่ละบริษัทย่อยและให้นำมารายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทฯ นอกจากนี้ยังจัดให้มีระบบงานที่สามารถสนับสนุนการประสานงานและการรายงานที่เป็น daily operation ระหว่างทีมผู้บริหารในด้านการปฎิบัติการของบริษัทย่อยและบริษัทฯ เพื่อให้เกิดการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบริษัทฯ มีการลงทุนในเทคโนโลยีที่สามารถแสดงผลการทำงาน real-time แต่ละ site งาน มายังผู้บริหารของบริษัทฯ ได้

หลักเกณฑ์การพิจารณาการลงทุนของบริษัทฯ มีดังนี้

1. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่คาดว่าจะได้รับอัตราผลตอบแทนของโครงการ (IRR) ขั้นต่ำร้อยละ 15 รวมทั้งโครงการที่ให้ผลตอบแทนทางการเงินอื่นซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯสำหรับการลงทุนในโครงการอื่นที่บริษัทฯ ซื้อมาจากหรือเข้าร่วมลงทุนกับผู้ที่พัฒนาโครงการนั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวที่บริษัทฯ จะได้รับนั้นอาจเปลี่ยนแปลงลดลงจากอัตราผลตอบแทนข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมูลค่าเงินลงทุนที่บริษัทฯ ซื้อมาเป็นปัจจัยสำคัญ
2. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่มีคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือและมีจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ
3. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่บริษัทฯ ได้ศึกษา และสำรวจปริมาณเชื้อเพลิงว่ามีเพียงพอสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลและสามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้ในราคาที่ทำให้บริษัทฯ ยังได้รับผลตอบแทนตามที่ระบุไว้ในข้อ 1
4. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่สามารถจัดหาอุปกรณ์หลักและอะไหล่ต่างๆ ได้ในอัตราต้นทุนที่สมเหตุสมผลและสามารถจัดให้มีการบำรุงรักษาภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
5. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6. บริษัทฯ จะเป็นผู้พัฒนาโครงการด้วยตนเองในกรณีที่โครงการที่จะลงทุนมีขนาดของการลงทุนเหมาะสมกับศักยภาพของบริษัทฯ
7. ในกรณีที่เป็นโครงการที่บริษัทฯ จะต้องร่วมลงทุนกับผู้ลงทุนอื่น บริษัทฯ จะเลือกลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพและผู้ร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าวจะต้องมีนโยบายการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกัน
ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงไฟฟ้า 4 แห่ง ที่ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว (“Commercial Operation Date” “COD”) คือโรงไฟฟ้าของ CRB ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 15 มีนาคม 2556 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ FiT (Feed in Tariff) โรงไฟฟ้าของ MWE ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 12 ตุลาคม 2558 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 8.0 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT (Feed in Tariff) โรงไฟฟ้าของ MGP ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 8 เมษายน 2559 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 8.0 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT (Feed in Tariff) และโรงไฟฟ้าของ TSG ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 3 ตุลาคม 2559 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT (Feed in Tariff)

บริษัทฯ มีโครงการโรงไฟฟ้า 3 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้แก่ PGP และ SGP ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายรวมเท่ากับ 18.4 เมกะวัตต์ ได้แก่

  1. โครงการโรงไฟฟ้าของ PGP ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2560
  2. โครงการโรงไฟฟ้าของ SGP ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2560
  3. โครงการโรงไฟฟ้าของ PTG ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 21 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ Adder อยู่ระหว่างขอใบอนุญาต และคณะกรรมการผู้ชำนาญการมีมติให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล เมื่อ 28 ธันวาคม 2559

นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลในอนาคตของบริษัทย่อยอีก 3 แห่ง ได้แก่ TPCH1, TPCH2 และ TPCH5 ที่บริษัทฯ ได้จัดตั้งขึ้น ในปี 2559 เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวล และได้รับคัดเลือกตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง รายชื่อผู้ได้รับคัดเลือก สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก ประเภทเชื้อเพลิงชีวมวล โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมโครงการพลังงานแสงอาทิตย์) ในแบบ Feed-in Tariff พ.ศ. 2558 (ระยะที่ 1 สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส) และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี) โดย TPCH1 มีกำลังการผลิตเสนอขาย 9.2 เมกะวัตต์, TPCH2 มีกำลังการผลิตเสนอขาย 9.2 เมกะวัตต์ และ TPCH5 มีกำลังการผลิตเสนอขาย 6.3 เมกะวัตต์ และได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในวันที่ 23 ธันวาคม 2559

ทั้งนี้ บริษัทฯ เข้าลงทุนในบริษัท สยาม พาวเวอร์จํากัด (SP) ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตบริหารจัดการระบบการนำขยะมูลฝอยมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขาย 8 เมกะวัตต์ ขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวง โครงการ SP อยู่ในระหว่างการเตรียมการยื่นข้อเสนอขอขายไฟฟ้ากับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

สำหรับ BBRP เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2557 ของ BBRP ได้มีมติให้ BBRP หยุดดำเนินกิจการ และศึกษาแนวทาง ขั้นตอน และผลกระทบของการเลิกกิจการ เพื่อการตัดสินใจในการเลิกกิจการในอนาคต และเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2557 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2557 ของ BBRP อนุมัติการลดทุนของบริษัท โดยการลดจำนวนหุ้นลง 3 ใน 4 ส่วน จากเดิม 1,000,000 หุ้น เหลือ 250,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท โดยลดตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นแต่ละราย วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 ประชุมกรรมการบริษัทครั้งที่ 1/2558 ของ BBRP มีมติให้ BBRP เลิกกิจการ วันที่ 3 เมษายน 2558 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 มีมติให้เลิกบริษัท วันที่ 27 กรกฎาคม 2558 ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท และวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี



การจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการ

เนื่องจากธุรกิจหลักของบริษัทฯ คือการลงทุนในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า บริษัทฯ จะเข้า ไปมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก่อนที่จะตัดสินใจพัฒนาและลงทุนใน โครงการ ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของการจัดตั้งบริษัทแห่งใหม่มารองรับโครงการใหม่ ซึ่งบริษัทฯ สามารถลงทุนได้

ใน สัดส่วนร้อยละ 100 หรือจะสรรหาพันธมิตรเพื่อชักชวนเข้ามาร่วมลงทุนสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ดังที่ได้กล่าว มาแล้ว ทั้งนี้สามารถแสดงขั้นตอนการศึกษาและพัฒนาโครงการจนกระทั่งสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในภาพรวม ตามแผนภาพดังน



ขั้นตอนการศึกษาและพัฒนาโครงการจนกระทั่งสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า


การศึกษา
ความเป็นไปได้ของโครงการ

การขอ
ใบอนุญาติสำหรับโครงการ

การก่อสร้างโรงไฟฟ้า

การดำเนินการโรงไฟฟ้า

  1. มวลชนสัมพันธ์
  2. แหล่งเชื้อเพลิง
  3. เสาะหาผู้ดำเนินโครงการ
  4. ความพร้อมด้านเงินทุน
  5. ความเป็นไปได้ทางการเงิน
  6. อื่นๆ
  1. ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (แบบ ร.ง.4)
  2. สัญญาซื้อขายโรงไฟฟ้า(PPA)
  3. ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าและพลังงานควบคุม
  1. การเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง
  2. การเลือกอุปกรณ์และเทคโนโลยี
  1. การผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า
  2. การควบคุม ดูแลการผลิตและการบริหารงาน
  3. การซ่อมแซมและการบำรุงรักษา
นอกจากการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเองตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว หากมีโครงการโรงไฟฟ้าที่กำลังพัฒนาหรือ ดำเนินการไปแล้ว บริษัทฯ อาจพิจารณาเข้าไปร่วมลงทุนโดยการซื้อหุ้นหรือซื้อสินทรัพย์โดยบริษัทฯ ก็จะเข้าลงทุน ภายใต้นโยบายการลงทุนและหลักเกณฑ์การลงทุน ที่บริษัทฯ ได้กำหนดไว้