ปัจจัยความเสี่ยง

การลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทฯมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องปัจจัยความเสี่ยงซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานหรือมูลค่าหุ้นสามัญของบริษัทฯ ทั้งนี้ปัจจัยความเสี่ยงที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้เป็นความเสี่ยงที่บริษัทฯประเมินไว้ตามสถานการณ์และข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยอาจมีปัจจัยความเสี่ยงอื่นที่ไม่เป็นนัยสำคัญในปัจจุบันที่อาจเป็นปัจจัยความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อบริษัทฯ ในอนาคตได้

นอกจากนี้ ข้อความในลักษณะที่เป็นการคาดการณ์อนาคตที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ เช่น การใช้ถ้อยคำว่า “เชื่อว่า” “คาดว่า” “เห็นว่า” “อาจ” หรือ “อาจจะ” เป็นต้น หรือคำหรือข้อความอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันหรือการคาดการณ์เกี่ยวกับแผนการประกอบธุรกิจ ผลการดำเนินงาน การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจของบริษัทฯนโยบายของรัฐบาลและอื่นๆเป็นการคาดการณ์ถึง เหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากการคาดการณ์หรือคาดคะเนได้

ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญที่อาจจะมีผลกระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของผู้ลงทุนและแนวทางในการลดผลกระทบบริหารหรือป้องกันความเสี่ยงสามารถ สรุปได้ดังนี้

1.ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ

จากการที่บริษัทฯ มีลักษณะการประกอบธุรกิจหลักลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) รายได้หลักจึงเป็นเงินปันผลที่ ได้รับจากบริษัท ย่อยซึ่งขึ้นอยู่กับผลการดำเนินการของบริษัทย่อยเป็นสำคัญ โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีบริษัทย่อยทั้งหมด 8 แห่ง (มติที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัทฯ ครั้งที่ 6/2557 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2557 ได้มีมติเห็นชอบให้ BBRP หยุดดำเนินกิจการ) ประกอบกับเป้าหมายของบริษัทฯ ที่จะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนต่อไปใน อนาคต จึงมีความเป็นไปได้ว่าบริษัทฯ อาจจะมีบริษัทย่อยเพิ่มเติมอีกในอนาคตซึ่งการลงทุนในแต่ ละโครงการทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และในอนาคตมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของกลุ่มบริษัทฯ ดังนี้

1. ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงผู้รับจ้างดำเนินการโรงไฟฟ้า

จากการที่บริษัทฯ เพิ่งถูกจัดตั้งโดย TPOLY เมื่อปลายปี 2555 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนเงินลงทุนในบริษัท ย่อยที่ประกอบธุรกิจโรง ไฟฟ้าชีวมวลทั้งหมดจาก TPOLY ได้แก่ CRB TSG และ BBRP ซึ่งในขณะนั้น บริษัทฯยังไม่มี บุคลากรที่มีประสบการณ์และความ เชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลเพียงพอ ทั้งนี้ ขณะที่รับโอนหุ้นมา CRB ได้มีการทำสัญญาว่าจ้าง VSPP ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ใหญ่ของ CRB ในสัดส่วนร้อยละ 16.87 ของทุนจดทะเบียน และถือเป็นผู้ร่วมพัฒนาโครงการไฟฟ้าชีวมวลของ CRB มาตั้งแต่ต้น มาเป็นผู้บริหารโรงไฟฟ้าดังกล่าวตามสัญญาจ้าง เดินเครื่องและบำรุงรักษา ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2554 และที่ได้มีการทำสัญญาฉบับใหม่ เพื่อขยายระยะเวลาและปรับปรุงเงื่อน ไขราคาและเงื่อนไขการดำเนินงานลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 โดย VSPP มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ การลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวล และมีความชำนาญเกี่ยวกับดำเนินการของโรงไฟฟ้าชีวมวล รวมทั้งการควบคุมและดูแลรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับ ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ตลอดจนมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าและเชื้อเพลิงซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการ ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าชีวมวลซึ่งหากการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเกิดจากผู้ที่ไม่มีความชำนาญหรือไม่มีประสบการณ์ อาจเกิดความเสียหายต่อโรงไฟฟ้าอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และผลประกอบการของ CRB ซึ่งจะส่งผลกระทบ โดยตรงต่อ บริษัทฯได้ในที่สุด โดย CRB เป็นบริษัทแรกและแห่งเดียวที่เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันรายได้ จากการดำเนินธุรกิจ ทั้งหมดของบริษัทฯ จะพึ่งพิงความสามารถในการผลิตไฟฟ้าที่บริหารงานโดย VSPP

ทั้งนี้ ในปี 2556 และไตรมาส 1/2557 CRB สามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟภ. ได้จำนวน 53,728,280 หน่วย และ 18,130,162 หน่วย ตามลำดับ สร้างรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ CRB จำนวน 180.25 ล้านบาท และ 61.86 ล้านบาท ตามลำดับ สอดคล้องกับแผนการศึกษาและเป้าหมายที่ฝ่ายจัดการได้กำหนดไว้

บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงของการพึ่งพิงดังกล่าว โดยยึดหลัก ปฎิบัติกับคู่ค้าตามนโยบายการปฏิบัติตามข้อพึงปฏิบัติที่ดี (Code of Best Practices) ที่บริษัทฯ กำหนดไว้ โดยกำหนดเงื่อนไขในสัญญา จ้างเดินเครื่องให้เหมาะสม ในขณะเดียวกันสามารถสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่ายได้ เช่น การกำหนดค่าตอบแทนให้กับ VSPP ตามสัญญาจ้างเดินเครื่องและบำรุงรักษาฉบับใหม่ ซึ่งผันแปรตามรายได้ค่าไฟฟ้าสุทธิ โดยกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำในการผลิตโดย หาก VSPP ผลิตไฟฟ้าได้เกินกว่าเป้าหมาย CRB ก็จะมีค่าตอบแทนส่วนเพิ่มให้แก่ VSPP เพื่อเป็นแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และ CRB ยังสามารถมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจากหน่วยผลิตที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ในทางกลับ กันหาก VSPP ผลิตไฟฟ้าได้ต่ำกว่าเป้าหมายก็จะมีค่า ปรับเกิดขึ้นเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบไม่ให้ CRB เสียประโยชน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีขบวนการคอยติดตามดูแลผลการปฏิบัติงานของ VSPP อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากผลการปฏิบัติงานเป็นที่น่าพอใจ บริษัทฯอาจพิจารณาให้ CRB ต่อสัญญาระยะยาวกับ VSPP ภายใต้เงื่อนไขสัญญาที่เหมาะสมได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจาก ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงเงื่อนไขสัญญาได้ บริษัทฯ มีแผนที่จะสรรหาบุคลากรที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญจากภายนอกหรือฝึก อบรมบุคลากรของบริษัทฯ ในระหว่างที่สัญญากับ VSPP ยังไม่สิ้นสุดลง ให้สามารถปฏิบัติงานทดแทนการทำงานของ VSPP

นอกจากนั้น เพื่อลดการพึ่งพิง VSPP บริษัทฯ ได้เริ่มจัดจ้างวิศกรที ่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อเตรียมการในการดำเนินการโรงไฟฟ้าชีวมวลของ MGP ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2557 ซึ่งปัจจุบันโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลของ MGP อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่า จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2558 ทั้งนี้การที่บริษัทย่อยของบริษัทฯ ริ่มมีการบริหาร โรงไฟฟ้าได้เอง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับบริษัทฯ ว่าในอนาคตบริษัทฯ จะสามารถจะดำเนินการโรงไฟฟ้าชีวมวลเองได้และลดการ พึ่งพิงผู้รับจ้าง ดำเนินการโรงไฟฟ้าภายนอกลง

2. ความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง

  1. ความเสี่ยงจากความเพียงพอของเชื้อเพลิง

    เชื้อเพลิงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าที่มิได้เป็นเจ้าของแหล่งเชื้อเพลิงเอง โดยหากโรงไฟฟ้าชีวมวลไม่สามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่องโรงไฟฟ้าจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลังการผลิต ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และผลตอบแทนของโครงการ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้และความสามารถจ่ายเงินปันผลมายังบริษัทฯ ในที่สุด

    บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบและกำหนดแนวทางลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยก่อนที่บริษัทฯ จะเริ่มลงทุนและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล บริษัทฯ จะเข้าไปทำการศึกษาความเพียงพอของปริมาณเชื้อเพลิงโดยการเข้าไปสำรวจปริมาณเชื้อเพลิงในรัศมีที่สามารถขนส่งได้รอบโรงไฟฟ้าว่ามีปริมาณเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการของโรงไฟฟ้าชีวมวลหรือไม่ ทั้งนี้ บริษัทฯ กำหนดให้โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัทย่อย มีโกดังเก็บเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ไว้ในบริเวณโรงไฟฟ้า และมีพื้นที่โล่งว่าง ที่สามารถเก็บเชื้อเพลิงในปริมาณมากไว้ได้ เพื่อใช้ในการสำรองเชื้อเพลิงในช่วงที่ขาดแคลน โดยบริษัทฯ มีนโยบายที่จะสำรองเชื้อเพลิงไว้ในโกดังอย่างต่ำ 15 วัน ซึ่งกำหนดไว้ในสัญญาจ้างเดินเครื่องกับ VSPP สำหรับโครงการ CRB

    นอกจากนี้บริษัทฯ กำหนดกลยุทธ์ในการเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิง โดยการร่วมลงทุนโครงการโรงไฟฟ้ากับเจ้าของเชื้อเพลิงหรือผู้ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับป้อนให้กับโรงไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง หรือบริษัทฯ อาจให้บริษัทย่อยทำสัญญาซื้อขายเชื้อเพลิงระยะยาวกับผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของเชื้อเพลิง โดยปัจจุบัน VSPP ทำสัญญาซื้อเชื้อเพลิงจากผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของเชื้อเพลิง 1 ราย และมีคู่ค้าที่สามารถติดต่อซื้อขายเชื้อเพลิงที่ไม่ได้มีการทำสัญญาอีกมากกว่า 20 ราย นอกจากนี้ บริษัทฯ มีนโยบายสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการจัดหาเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอในระยะยาว

  2. ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง

    ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนสูงที่สุดสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล หากราคาเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจะส่งผลกระทบต่อกำไร และผลตอบแทนของโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ซึ่งการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ในบริเวณใกล้เคียงอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิงได้

    อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนสูง ปัจจุบันจำนวนคู่แข่งของบริษัทฯ ในการเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงเดียวกันกับของบริษัทย่อยจึงยังมีไม่มาก นอกจากนี้ จากการที่บริษัทฯ และบริษัทย่อย ได้เริ่มโครงการโรงไฟฟ้าในแถบภาคใต้ คือ CRB ตั้งแต่ในปี 2554 จนปัจจุบันบริษัทฯ มีจำนวนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่อยู่ระหว่างการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า การก่อสร้างและการพัฒนาในภาคใต้ทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ CRB TSG PGP SGP และ PTG จึงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำโรงงานไฟฟ้าชีวมวลภาคใต้ โดยพื้นที่ตั้งโครงการอยู่ในรัศมีของแหล่งเชื้อเพลิงที่สำคัญ และอาจถือเป็นหนึ่งในปราการป้องกันผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาทำโครงการโรงไฟฟ้าในบริเวณเดียวกัน ซึ่งไม่อยากมีความเสี่ยงเรื่องความเพียงพอและราคาของเชื้อเพลิง ดังนั้น โอกาสที่คู่แข่งรายใหม่จะเข้ามาตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลในบริเวณใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ และมีผลให้ราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจึงค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้คู่แข่งที่จะเข้ามาตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลอาจประสบกับข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับซื้อไฟฟ้าของสายส่งไฟฟ้าแรงสูงและสถานีไฟฟ้า ดังนั้นหากสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และ/หรือ สถานีไฟฟ้า มีการรับซื้อไฟฟ้าเต็มก็จะไม่สามารถรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมได้อีก ซึ่งจะส่งผลให้คู่แข่งไม่สามารถเข้ามาตั้งโรงไฟฟ้าและจำหน่ายไฟฟ้าเข้าไปในสายส่งของการไฟฟ้าในบริเวณใกล้เคียงโรงไฟฟ้าของบริษัทย่อยได้

    อนึ่ง บริษัทฯ มีนโยบายในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาเชื้อเพลิงอย่างสม่ำเสมอ โดยหากช่วงเวลาใดที่เชื้อเพลิงหลักมีปริมาณมากและราคาต่ำ บริษัทฯ จะแจ้งให้ผู้บริหารโรงไฟฟ้าทำการซื้อเชื้อเพลิงในปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ มีพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับเก็บเชื้อเพลิงทั้งในร่มและกลางแจ้ง นอกจากนี้ กรณีที่เชื้อเพลิงหลักมีราคาสูงมากและไม่คุ้มค่าในการผลิต บริษัทฯ อาจพิจารณาเลือกใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่นที่สามารถใช้กับเตาเผาของโรงไฟฟ้าและไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากบริษัทฯ พิจารณาเลือกเทคโนโลยีเครื่องจักรที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้หลายประเภท

  3. ความเสี่ยงจากความล่าช้าของโครงการโรงไฟฟ้า

    บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงของการพัฒนาโครงการก่อนที่โรงไฟฟ้าชีวมวลจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ซึ่งโครงการเหล่านี้อาจเกิดความล่าช้าอันเนื่องมาจากความล่าช้าของการขอใบอนุญาตต่างๆ ความล่าช้าจากผู้รับเหมาก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จ (EPC Contractor) ปัญหาความขัดแย้งกับชุมชน หรือปัญหาจากภัยธรรมชาติ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบถึงระยะเวลาดำเนินการ และ/หรือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าที่ประมาณการณ์เอาไว้ (Cost Overrun) และส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เป็นไปตามเป้าหมายในที่สุด ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้กำหนดมาตรการในการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว อาทิ การจัดทำคู่มือที่อธิบายถึงขั้นตอนการขอใบอนุญาตต่างๆ รวมทั้งเอกสารและข้อมูลที่สำคัญที่ต้องนำส่งในแต่ละขั้นตอน เพื่อความถูกต้อง ครบถ้วนและรวดเร็วในการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนของการยื่นขอใบอนุญาตต่างๆ การคัดเลือกบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีชื่อเสียง ประสบการณ์และความชำนาญ รวมถึงการทำสัญญาอย่างรัดกุมและการรับประกันผลงานภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ และอาจรวมถึงการให้ผู้รับเหมารับประกันประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการผลิตไฟฟ้า การสื่อสารทำความเข้าใจกับชุมชนใกล้เคียงโดยรอบ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน การทำสัญญาประกันภัยเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติรวมทั้งบริษัทฯ จะทำการว่าจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเพื่อบริหารโครงการและงานก่อสร้าง โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุม ติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด

  4. ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนตามเป้าหมายจากการดำเนินงานของบริษัทย่อย

    บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านนี้ จึงได้กำหนดให้ฝ่ายพัฒนาธุรกิจมีหน้าที่รับผิดชอบในการติดตามผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่บริษัทฯ เข้าไปร่วมลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น VSPP ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าชีวมวลของ CRB จะสรุปข้อมูลผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าให้กับฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัทฯ ทุกวัน รวมทั้งวิเคราะห์ผลตอบแทนเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจที่บริษัทฯ เข้าไปลงทุนมีผลการดำเนินงานและประสิทธิภาพตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้กำหนดมาตรการและแนวทางดำเนินการเพื่อป้องกันความเสี่ยงในเรื่องนี้ เช่น

    • กำหนดนโยบายในการบริหารงานในบริษัทย่อย โดยมอบหมายให้กรรมการ และ/หรือ ผู้บริหารของบริษัทฯ เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทย่อยโดยมีจำนวนไม่น้อยกว่าสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ ในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม (แล้วแต่กรณี) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้แต่งตั้งผู้แทนของบริษัทฯ เข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทย่อยด้วย
    • บริษัทฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลการดำเนินการของโรงไฟฟ้าตลอดเวลาด้วยระบบ Real Time Monitoring และบริษัทฯ จะได้รับรายงานประจำวันจากผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า ซึ่งทำให้ฝ่ายพัฒนาธุรกิจสามารถจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยเสนอต่อผู้บริหารและคณะกรรมการของบริษัทฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขได้อย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์
    • มอบหมายให้ผู้ตรวจสอบภายในของบริษัทฯ เข้าตรวจสอบกิจกรรมต่างๆ ในบริษัทย่อยอย่างสม่ำเสมอตามแผนตรวจสอบประจำปี (Audit Plan) เพื่อให้เชื่อมั่นได้ว่า บริษัทย่อยมีระบบควบคุมภายในที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพและรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบ

  5. ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่

    โครงการโรงไฟฟ้าในปัจจุบันของบริษัทฯ มีลูกค้ารายใหญ่เพียงรายเดียว คือ กฟภ. (สำหรับโครงการในอนาคต PTG มีลูกค้า คือ กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่รับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าซึ่งได้กําหนดจํานวนหรือปริมาณและราคารับซื้อไว้อย่างแน่นอนในแต่ละช่วงเวลา ตามนโยบายการสนับสนุนการผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ของสํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน เชนเดียวกับผูผลิตไฟฟาจากพลังงานทดแทนรายอื่นๆ

  6. ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ การต่อต้านของมวลชนในพื้นที่ และการก่อวินาศกรรม

    ในการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ มีโอกาสจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นจากเครื่องจักรหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ รวมทั้งมีความเสี่ยงที่เกิดจากการต่อต้านของชุมชนเนื่องจากทัศนคติของชุมชนที่มีต่อโรงไฟฟ้า หรือกระบวนการผลิตอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน โดยอาจมีสาเหตุมาจากอายุการใช้งานของตัวโรงไฟฟ้า การปฏิบัติงานของบุคลากร นอกจากนี้โรงไฟฟ้าอาจเป็นเป้าหมายของการก่อวินาศกรรม

    บริษัทฯ เชื่อว่าจากมาตรการที่มีอยู่และการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แนวโน้มของความเสี่ยงในประเด็นนี้จึงมีไม่มาก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารได้กำหนดมาตรการต่างๆ และให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันและลดโอกาสในการเกิดความเสี่ยงดังกล่าว ดังนี้

    • การเน้นย้ำกับผู้ปฏิบัติงาน (หรือผู้รับจ้างบริหารโรงไฟฟ้า) อย่างสม่ำเสมอถึงความไม่ประมาท เพราะเชื่อว่าความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ประมาณค่ามิได้
    • การบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อให้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์นั้นๆ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ และส่วนราชการท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันทุกฝ่าย
    • การกำหนดแผนการรักษาความปลอดภัยและแผนฉุกเฉิน การติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ระบบกล้องวงจรปิด รวมทั้งการฝึกซ้อมเป็นประจำ
    • การจัดทำประกันภัยโรงไฟฟ้าที่ครอบคลุมในเรื่อง All Risks, Machinery Breakdown, Business Interruption และ Third Party Liability เพื่อความมั่นใจว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจะได้รับความคุ้มครองอย่างเพียงพอและเหมาะสม
  7. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐและองค์กรกำกับดูแล

    จากการที่ภาครัฐมีนโยบายที่จะมีการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอนาคตทั้งจากในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2573 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 (Power Development Plan (PDP) 2553 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) ส่งผลให้มีบริษัทเอกชนหลายแห่งให้ความสนใจการลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้แผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2555-2564 (Alternative Energy Development Plan : AEDP) และแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี พ.ศ. 2554-2573 (Energy Efficiency : EE) ได้มุ่งเน้นการลดการพึ่งพิงน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอย่างจริงจัง ส่งผลให้หลายหน่วยงานมุ่งให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาพลังงานทดแทนโดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากเป็นพลังงานที่สะอาดและสามารถใช้หมุนเวียนไปได้ไม่หมดไป รวมทั้งมีต้นทุนต่ำ โดยที่ภาครัฐบาลได้มีการปรับปรุงนโยบายเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (“กพช.”) ได้กำหนดเป้าหมายใหม่ของพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกใน AEDP ให้เป็น ร้อยละ 25 ของกำลังการผลิตเป้าหมายในปี 2564 จากเดิมเพียงร้อยละ 10 นอกจากนี้ ที่ประชุม กพช. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 ได้อนุมัติปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในปี 2664 ขึ้นอีก 4,726 เมกะวัตต์ เป็น 13,927 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถทดแทนการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานชนิดอื่นจากต่างประเทศได้มูลค่า 7 แสนล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ AEDP ได้กำหนดเป้าหมายกำลังการผลิตพลังงานทดแทนประเภทชีวมวล ณ สิ้นปี 2564 เป็น 4,800 เมกะวัตต์ โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 2,230 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น ร้อยละ 46.46 ของกำลังการผลิตเป้าหมายในปี 2564 โดยที่การเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว ซึ่งรวมถึงมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน อาจส่งผลกระทบต่อนโยบายการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทฯ

    บริษัทฯ และบริษัทย่อย อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานข้างต้น ตลอดจนจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐหรือหน่วยงานราชการอื่น เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับการขออนุญาตซื้อขายไฟฟ้า ข้อกำหนดเกี่ยวกับการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

    ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบกับความเสี่ยงข้างต้น บริษัทฯ มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ในหน่วยงานพัฒนาธุรกิจเพื่อศึกษา ติดตาม และประเมินความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที หากมีการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐที่อาจจะมีผลกระทบต่อผลประกอบการ หรือนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และบริษัทย่อย

  8. ความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

    จากการที่โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทย่อย 2 แห่ง ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างได้แก่ MGP TSG มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าภูมิภาค (“PPA”) ซึ่งกำหนดวันเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้าตามสัญญา (“SCOD”) วันที่ 31 ธันวาคม 2557 ในขณะที่บริษัทฯ คาดว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งจะแล้วเสร็จภายในปี 2558 ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งไม่สามารถขายไฟฟ้าได้ตามกำหนด

    ทั้งนี้ จากประกาศการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เรื่องกำหนดแนวทางการกำกับการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 กำหนดว่า ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้และมีความประสงค์จะขอขยายวัน SCOD จะต้องแจ้งความประสงค์ให้ กฟภ. ทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวัน SCOD โดย กฟภ. จะพิจารณาความพร้อม 4 ด้าน ประกอบด้วย ความพร้อมด้านที่ดิน ความพร้อมด้านเทคโนโลยี ความพร้อมด้านแหล่งเงินทุน และการขออนุญาตตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นหากพิจารณาจากองค์ประกอบข้างต้น ปัจจุบัน บริษัทย่อยทั้ง 2 แห่ง มีความพร้อมทั้ง 4 ด้าน ครบถ้วน บริษัทฯ จึงคาดว่าการขอขยายวัน SCOD จะได้รับการพิจารณาอนุมัติจาก กฟภ. โดยจะสามารถขอขยายออกไปได้อีก 6 เดือน นับจากวัน SCOD เดิม และสามารถขอขยายเพิ่มได้อีก 6 เดือน หรือ 12 เดือน นับจากวัน SCOD เดิม ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟภ. ได้ ภายหลังการขอขยายระยะเวลา SCOD ของทั้ง 2 โครงการข้างต้น

  9. ความเสี่ยงเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

    การประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าของบริษัทย่อย อยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขผลกระทบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นของหน่วยงานของรัฐส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ซึ่งกฎหมายและกฎระเบียบดังกล่าวครอบคลุมถึงเรื่องการควบคุมมลพิษทั้งทางดิน น้ำ อากาศ และสารพิษ การกำจัดและจัดการขยะและของเสีย สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการวัตถุที่เป็นอันตราย ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวมีความซับซ้อน เปลี่ยนแปลงบ่อย และการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบดังกล่าวบางกรณีขึ้นอยู่กับการตีความของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ บริษัทฯ และบริษัทย่อย ได้ตระหนักถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากโรงไฟฟ้า โดยก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้า บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ("ESA")และจัดทำการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยรอบพื้นที่โรงไฟฟ้า สำหรับบริษัทย่อย ยกเว้นโครงการ PTG ที่บริษัทฯ จะจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (“EIA”) เนื่องจากเป็นโครงการที่มีกำลังผลิตเกินกว่า 10 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อาทิ ระบบการระบายสารออกจากโครงการ ระบบควบคุมมลสาร ระบบการจัดการน้ำเสีย ระบบกำจัดกากและของเสียโดยใช้ประโยชน์จากกากขี้เถ้าที่เหลือจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านและชุมชนรอบข้างเพื่อใช้เป็นปุ๋ย ระบบการใช้ไอน้ำดักจับฝุ่น และระบบกำจัดฝุ่นแบบม่านน้ำ (wet scrubber) เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ และบริษัทย่อยยังมีการดำเนินการติดตามและตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าของบริษัทย่อยเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและลดมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โรงไฟฟ้าของบริษัทย่อยเป็นโรงไฟฟ้าเพื่อชุมชนโดยแท้จริง

    จากผลการตรวจวัดมลภาวะด้านเสียง ด้านฝุ่น และด้านอากาศ จากโรงไฟฟ้าของ CRB ในปี 2556 มีค่าน้อยกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดทุกรายการ

2.ความเสี่ยงด้านการเงิน

  1. ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย

    การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลจะใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้เงินกู้ในรูปแบบวงเงินกู้สินเชื่อโครงการระยะยาว (Project Finance) จากสถาบันการเงิน โดยมีอัตราส่วนเงินกู้ต่อทุนโดยประมาณตั้งแต่ 2:1 จนถึง 3:1 และส่วนใหญ่กำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Interest Rate) ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทย่อยก็อาศัยเงินกู้ในรูปแบบเดียวกัน ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2557 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีเงินกู้ระยะยาวจำนวน 462.92 ล้านบาท (โครงการ CRB) ที่มีเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายทางการเงินของบริษัทฯ

    บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว โดยในช่วงการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Project feasibility) บริษัทฯ ได้ศึกษาถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในกรณีต่างๆ เพื่อให้ครอบคลุมในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยมีความผันผวนมาก เพื่อประเมินถึงผลกระทบทางการเงินก่อนการตัดสินใจที่จะลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง นอกจากนี้ภายหลังจากที่บริษัทฯ ได้รับอนุญาตให้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว บริษัทฯ อาจพิจารณาทางเลือกจากแหล่งเงินกู้อื่นนอกจากสถาบันการเงิน เช่น การออกตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยได้ เป็นต้น

  2. ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงการค้ำประกันสินเชื่อจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่

    เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2554 CRB ได้เข้าทำสัญญาขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง (รวมทั้งฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2556) ในวงเงิน 500 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้ TPOLY ทำสัญญาค้ำประกันหนี้สินดังกล่าวของ CRB ภายในวงเงินไม่น้อยกว่า 580 ล้านบาท ซึ่งเสมือนว่า CRB ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลักมีการพึ่งพิงความช่วยเหลือด้านการเงินจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ซึ่งในอนาคตหากบริษัทฯ ไม่ได้เป็นบริษัทย่อยของ TPOLY หรือมีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ อาจมีความเสี่ยงที่ TPOLY จะยกเลิกการค้ำประกันวงเงินสินเชื่อดังกล่าว และอาจกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทฯ ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2557 สถาบันการเงินได้มีหนังสือแจ้งบริษัทฯ เรื่องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขวงเงินสินเชื่อและการค้ำประกัน ซึ่งระบุกำหนดให้ TPOLY ค้ำประกันเงินกู้เต็มวงเงินไปจนกระทั่งเมื่อบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หลังจากนั้นผู้ถือหุ้นของ CRB จะเข้ามาค้ำประกันเงินกู้ตามสัดส่วนได้แก่ บริษัทฯ VSPP และ EnBW ค้ำประกันตามสัดส่วนการถือหุ้น ร้อยละ 73.13 ร้อยละ 16.87 และร้อยละ 10.00 ตามลำดับ

3.ความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือการลงทุนของผู้ถือหุ้น

  1. ความเสี่ยงจากความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ

    ด้วยลักษณะการประกอบกิจการของบริษัทฯ ในรูปแบบของการลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) รายได้หลักของบริษัทฯ จึงเกิดจากการรับเงินปันผลจากบริษัทย่อยเป็นสำคัญ โดยมีรายได้เสริมอื่นๆ เช่น รายได้จากการให้บริการกับบริษัทย่อยที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว และรายได้ดอกเบี้ยรับ เป็นต้น ทั้งนี้ปัจจุบันมีบริษัทย่อยที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์ 1 แห่ง คือ CRB ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 73.12 ในขณะที่บริษัทย่อยอื่นๆ ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และระหว่างการดำเนินการเพื่อขอรับใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกันบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน เพื่อศึกษาและพัฒนาโครงการใหม่ และเพื่อการดูแลกำกับบริษัทต่างๆ ที่บริษัทฯ ได้เข้าไปลงทุนไว้แล้ว โดยตั้งแต่จัดตั้งบริษัทฯ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555 จนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทย่อยใดๆ และยังไม่สามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ได้

    ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2557 บริษัทฯ มีผลขาดทุนสะสมตามงบการเงินเฉพาะกิจการ เท่ากับ 20.05 ล้านบาท โดยเป็นขาดทุนในไตรมาส 1 ปี 2557 เท่ากับ 2.47 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสะสมตามงบการเงินรวมเท่ากับ 20.62 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 11.26 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2557 ซึ่งบริษัทฯ ยังคงไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ เนื่องจากการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จะต้องดําเนินการตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งภายใต้กฎหมายว่าด้วยบริษัทของไทยและตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจํากัด พ.ศ. 2535 (รวมทั้งที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม) นั้น บริษัทฯ ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากผลกําไรสุทธิที่ปรากฎในงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ (โดยไม่สามารถจ่ายเงินปันผลจากกําไรสุทธิตามงบการเงินรวมตามวิธีรวมตามสัดส่วนซึ่งมาจากกําไรสุทธิของ CRB ได้) และไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้หากบริษัทฯ มีผลขาดทุนสะสมในงบการเงินเฉพาะกิจการ ถึงแม้ว่าในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นจะมีกําไรสุทธิก็ตาม ดังนั้น ความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ ให้กับผู้ถือหุ้นในช่วงที่บริษัทย่อยแห่งอื่นยังไม่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้ จึงขึ้นอยู่กับเงินปันผลที่บริษัทฯ จะได้รับจาก CRB ซึ่งจะถือเป็นรายได้ในงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ

  2. ความเสี่ยงจากการมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่มากกว่าร้อยละ 50

    ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทฯ ในครั้งนี้ TPOLY ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะถือหุ้นในบริษัทฯ ร้อยละ 51.39 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ทำให้ TPOLY สามารถควบคุมมติเสียงข้างมากในที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ทั้งหมด ยกเว้นเรื่องที่กฎหมายหรือข้อบังคับบริษัทกำหนดให้ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ดังนั้นผู้ถือหุ้นรายอื่นของบริษัทฯ จึงอาจมีความเสี่ยงในการรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อถ่วงดุลและตรวจสอบเรื่องที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เสนอในที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้

    อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า TPOLY จะสามารถควบคุมมติที่ใช้เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ แต่การพิจารณาในมติที่สำคัญที่กฎหมายกำหนดจำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง โดยที่ผู้ที่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิออกเสียง TPOLY อาจไม่สามารถควบคุมมติเหล่านี้ได้ เช่น การพิจารณาการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน การได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน เป็นต้น

  3. ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการในบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลักจากการถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 และ ร้อยละ 75

    เนื่องจากบริษัทฯ มีลักษณะการประกอบธุรกิจเป็น Holding Company ไม่มีการประกอบธุรกิจหลักเป็นของตนเอง โดยที่รายได้หลักของบริษัทฯ จะเป็นเงินปันผลมาจากบริษัทย่อย ซึ่งการมีมติจ่ายเงินปันผลในแต่ละบริษัทต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมาก นอกจากนี้การเข้าทำรายการที่สำคัญรวมถึง การเพิ่มทุน การลดทุน และการซื้อหรือขายกิจการ ซึ่งต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 เช่นกัน ดังนั้น บริษัทฯ อาจได้รับความเสี่ยงจากการที่บริษัทฯ ไม่สามารถควบคุมสิทธิในการออกเสียงจนได้รับมติที่สำคัญดังกล่าวในบริษัทย่อยได้ ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557 บริษัทฯ มีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยที่น้อยกว่าร้อยละ 50 ได้แก่ MGP และที่น้อยกว่าร้อยละ 75 ได้แก่ CRB MGP TSG PTG และ BBRP

    จากสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อย บริษัทฯ มีสัดส่วนจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่าสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยทุกแห่ง และสามารถใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นควบคุมเสียงข้างมากในบริษัทย่อยทุกแห่งซึ่งจะสามารถควบคุมวาระสำคัญเรื่องการอนุมัติการจ่ายเงินปันผลได้ ยกเว้น MGP ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 46 อย่างไรก็ดี ในด้านการบริหารงานนั้น ข้อบังคับของบริษัทย่อยทุกแห่งได้ถูกกำหนดให้แต่ละบริษัทดำเนินตามนโยบายที่บริษัทฯ กำหนดไว้

4.ความเสี่ยงจากการเสนอขายหลักทรัพย์

  1. ความเสี่ยงจากการที่บริษัทฯ อยู่ระหว่างการยื่นคําขออนุญาตจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

    บริษัทฯ มีความประสงค์จะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนในครั้งนี้ ก่อนที่จะได้รับทราบผลการพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) เกี่ยวกับการนําหุ้นสามัญของบริษัทฯ เข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยทําการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ตามหลักเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Test) ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ยื่นคําขออนุญาตนําหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 และบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จํากัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินได้พิจารณาคุณสมบัติของบริษัทฯ ในเบื้องต้นแล้วเห็นว่า บริษัทฯ มีคุณสมบัติครบถ้วนที่สามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่อง การรับหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ยกเว้น คุณสมบัติเรื่องมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ทั้งสิ้นต้องไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท และ คุณสมบัติเรื่องการกระจายการถือหุ้นให้แก่นักลงทุนรายย่อย ซึ่งบริษัทฯ จะต้องมีผู้ถือหุ้นสามัญรายย่อยไม่น้อยกว่า 300 ราย และจะต้องถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุนจดทะเบียนชําระแล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับผลของการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชน ดังนั้น บริษัทฯ จึงยังคงมีความไม่แน่นอนในการที่จะได้รับอนุญาตจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้หุ้นสามัญของบริษัทฯ เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงเกี่ยวกับสภาพคล่องในการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ในตลาดรอง และอาจไม่ได้รับผลตอบแทนจากการจําหน่ายหลักทรัพย์ได้ตามราคาที่คาดการณ์ไว้ หากบริษัทฯ ไม่สามารถกระจายหุ้นได้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะทําให้บริษัทฯ มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษาทางการเงินคาดว่า ภายหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้แล้วเสร็จ บริษัทฯ จะมีคุณสมบัติเกี่ยวกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด และการกระจายการถือหุ้นรายย่อยครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กําหนดดังกล่าวข้างต้นได้

  2. ความเสี่ยงจากการลดลงของราคาหุ้นเมื่อเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) อันเนื่องมาจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญที่เสนอขายให้กับ กรรมการและพนักงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย (“ESOP Warrant”) ในราคาหรือราคาใช้สิทธิแปลงสภาพที่ต่ำกว่าราคาเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ที่เสนอขายต่อประชาชนในครั้งนี้

    ก่อนการเสนอขายหุ้นออกใหม่ที่เสนอขายต่อประชาชนในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อผู้ถือหุ้นเดิมในเดือนกรกฎาคม ปี 2556 จำนวนรวม 10,000,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 33 บาท ตามมูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 10 บาท หรือจำนวน 100,000,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 3.30 บาท ตามมูลค่าที่ตราไว้ 1 บาท ส่งผลให้บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วเท่ากับ 310.55 ล้านบาท โดยหุ้นจำนวนดังกล่าวมีผู้จองซื้อจำนวน 19 ราย ซึ่งไม่ถูกกำหนดระยะเวลาการห้ามขายหุ้น (Silent Period) นอกจากนี้ TPOLY ได้เสนอขายหุ้นเดิมให้กับกรรมการของบริษัทฯ 1 ท่าน จำนวน 500,000 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 10.00 บาท หรือ 5,000,000 หุ้น ที่หุ้นละ 1 บาท อย่างไรก็ดี หุ้นในส่วนหลังนี้ได้ถูกกำหนดให้ไม่สามารถนำมาซื้อขายในช่วงระยะเวลาการห้ามขายหุ้น (Silent Period)

    นอกจากนี้ เมื่อวันที่ [•] บริษัทฯ ได้ออกและเสนอขาย ESOP Warrant (มูลค่าหน่วยละ 0 บาท) อายุไม่เกิน 3 ปี จำนวน 1,200,000 หน่วย ซึ่งสามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญของบริษัทฯ ได้จำนวน 1,200,000 หุ้น โดยมีราคาใช้สิทธิแปลงสภาพเท่ากับหุ้นละ 3.30 บาท ซึ่งผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิสามารถใช้สิทธิแปลงสภาพได้ทันทีภายหลังวันที่ออก ในวันทำการสุดท้ายของเดือนพฤษภาคม และเดือนพฤศจิกายนของแต่ละปี (รายละเอียดของ ESOP Warrant ในส่วนที่ 2 หัวข้อ 9.3) โดยราคาเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนในครั้งนี้สูงกว่าราคาเสนอขายหุ้นที่บริษัทฯ เพิ่มทุน และที่ TPOLY ขายหุ้นให้กับกรรมการข้างต้น รวมถึงมากกว่าราคาใช้สิทธิแปลงสภาพของ ESOP Warrant ซึ่งประชาชนที่ซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ อาจมีความเสี่ยงจากการลดลงของราคาหุ้น อันเนื่องมาจากการขายหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นดังกล่าว เพื่อทำกำไรเมื่อหุ้นของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แล้ว