ลักษณะการประกอบธุรกิจ

การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ บริษัทย่อย และกิจการที่ควบคุมร่วมกัน (“กลุ่มบริษัท”)

บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ" หรือ "TPCH") ประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ และให้บริการสนับสนุนการดำเนินการของบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกันของบริษัทฯ โดยมีเงินลงทุนในบริษัทที่มีแผนดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากชีวมวลจำนวน 10 บริษัท บริษัทที่มีแผนดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะมูลฝอยโดยมีการจัดการขยะแบบผสมผสานจำนวน 1 บริษัท และผลิตและจำหน่าย Refuse derived fuel (RDF) จำนวน 1 บริษัทและจะมีรายได้หลักเป็นเงินปันผลที่ได้รับจากการลงทุนถือหุ้นในบริษัทอื่นและมีรายได้อื่นๆ จากการให้บริการสนับสนุนการดำเนินการของบริษัทในกลุ่ม เป็นต้น

โดย ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 มีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์จำนวน 7 โรง ได้แก่

  1. CRB เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556
  2. MWE เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558
  3. MGP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559
  4. TSG เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559
  5. PGP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2560
  6. SGP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561
  7. PTG เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2563

โดยในปี 2562 TPCH ได้รับเงินปันผลจากบริษัทย่อยในเครือดังนี้

นโยบายการลงทุนของบริษัทฯ

บริษัทฯ มีนโยบายการลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ ซึ่งถือเป็นการลงทุนในประเภทธุรกิจหลัก (Core Business) ของบริษัทฯ โดยปัจจุบันบริษัทฯ ลงทุนในบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน ที่มีแผนดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็ก (SPP) กำลังการผลิตไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ได้แก่ PTG, โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กมาก (VSPP) กำลังการผลิตไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ได้แก่ CRB, MGP, TSG, MWE, PGP, SGP, TPCH1, TPCH2 และ TPCH5, โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะมูลฝอยโดยมีการจัดการขยะแบบผสมผสานได้แก่ SP และโรงผลิตเชื้อเพลิง Refuse derived fuel (RDF) ได้แก่ PA ซึ่งบริษัทฯ จะทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) ด้านการเงิน เทคโนโลยี บุคลากร เชื้อเพลิง กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจว่าโครงการที่บริษัทฯ เข้าลงทุนมีศักยภาพที่จะสามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้แก่ บริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนี้ในการเข้าลงทุนในแต่ละบริษัท บริษัทฯ อาจลงทุนเองทั้งหมดหรือร่วมลงทุนกับพันธมิตรเพื่อให้การดำเนินการโรงไฟฟ้าได้รับประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีนโยบายที่จะติดตาม กำกับดูแล บริษัทย่อยที่ได้เข้าไปลงทุนทั้งในด้านการบริหาร (Management) และการดำเนินการ (Operation) อย่างชัดเจน โดยมีการแต่งตั้งกรรมการตัวแทนตามมติกรรมการของบริษัทฯ เข้าไปเป็นกรรมการในแต่ละบริษัทย่อยที่เข้าไปลงทุน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า บริษัทย่อยจะดำเนินธุรกิจตามนโยบายเดียวกันกับบริษัทฯ ได้มีการกำหนดให้หน่วยงานตรวจสอบภายในของบริษัทฯ เข้าไปสอบทานการทำงานและการปฎิบัติตามนโยบายต่างๆ ของแต่ละบริษัทย่อยและให้นามารายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทฯ นอกจากนี้ยังจัดให้มีระบบงานที่สามารถสนับสนุนการประสานงานและการรายงานที่เป็น daily operation ระหว่างทีมผู้บริหารในด้านการปฎิบัติการของบริษัทย่อยและบริษัทฯ เพื่อให้เกิดการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบริษัทฯ มีการลงทุนในเทคโนโลยีที่สามารถแสดงผลการทำงาน real-time แต่ละ site งาน มายังผู้บริหารของบริษัทฯ ได้

หลักเกณฑ์การพิจารณาการลงทุนของบริษัทฯ มีดังนี้

1. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่คาดว่าจะได้รับอัตราผลตอบแทนของโครงการ (IRR) ขั้นต่ำร้อยละ 10 รวมทั้งโครงการที่ให้ผลตอบแทนทางการเงินอื่นซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ สำหรับการลงทุนในโครงการอื่นที่บริษัทฯ ซื้อมาจากหรือเข้าร่วมลงทุนกับผู้ที่พัฒนาโครงการนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวที่บริษัทฯ จะได้รับนั้นอาจเปลี่ยนแปลงลดลงจากอัตราผลตอบแทนข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมูลค่าเงินลงทุนที่บริษัทฯ ซื้อมาเป็นปัจจัยสำคัญ
2. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่มีคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือและมีจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ
3. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่บริษัทฯ ได้ศึกษา และสำรวจปริมาณเชื้อเพลิงว่ามีเพียงพอสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลและสามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้ในราคาที่ทำให้บริษัทฯ ยังได้รับผลตอบแทนตามที่ระบุไว้ในข้อ 1
4. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่สามารถจัดหาอุปกรณ์หลักและอะไหล่ต่างๆ ได้ในอัตราต้นทุนที่สมเหตุสมผลและสามารถจัดให้มีการบำรุงรักษาภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
5. บริษัทฯ จะลงทุนในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6. บริษัทฯ จะเป็นผู้พัฒนาโครงการด้วยตนเองในกรณีที่โครงการที่จะลงทุนมีขนาดของการลงทุนเหมาะสมกับศักยภาพของบริษัทฯ
7. ในกรณีที่เป็นโครงการที่บริษัทฯ จะต้องร่วมลงทุนกับผู้ลงทุนอื่น บริษัทฯ จะเลือกลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพและผู้ร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าวจะต้องมีนโยบายการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกัน

ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงไฟฟ้า 7 แห่ง ที่ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว (“Commercial Operation Date” “COD”) คือโรงไฟฟ้าของ CRB ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 15 มีนาคม 2556 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ FiT (Feed in Tariff) โรงไฟฟ้าของ MWE ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 12 ตุลาคม 2558 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 8.0 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบFiT (Feed in Tariff) โรงไฟฟ้าของ MGP ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 8 เมษายน 2559 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 8.0 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT (Feed in Tariff) และโรงไฟฟ้าของ TSG ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 3 ตุลาคม 2559 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้า แบบ FiT (Feed in Tariff) โรงไฟฟ้าของ PGP ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ FiT (Feed in Tariff) โรงไฟฟ้าของ SGP ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ FiT (Feed in Tariff) และโรงไฟฟ้า PTG ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2563 มีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 21 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายแบบ ADDER

บริษัทฯ มีโครงการโรงไฟฟ้า 3 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้แก่ TPCH1,TPCH2 และ TPCH5 ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายรวมเท่ากับ 24.7 เมกะวัตต์ ได้แก่

  1. โครงการโรงไฟฟ้าของ TPCH1 ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ FiT อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2563
  2. โครงการโรงไฟฟ้าของ TPCH2 ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 9.2 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ FiT อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2563
  3. โครงการโรงไฟฟ้าของ TPCH5 ซึ่งมีกำลังการผลิตเสนอขายเท่ากับ 6.3 เมกะวัตต์ ในระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ FiT อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2563

ทั้งนี้ บริษัทฯ เข้าลงทุนในบริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด (SP) ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตบริหารจัดการระบบการนำขยะมูลฝอยมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีปริมาณไฟฟ้าเสนอขาย 8 เมกะวัตต์ ขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวง ตามที่ได้มีประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเรื่อง การจัดหาไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff(FiT) พ.ศ.2559 ฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2559

12 กรกฎาคม 2562 – ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า จากขยะชุมชนในรูปแบบ FiT กับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน) มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 ภายใต้สัญญาก่อสร้างและบริหารระบบนำขยะมูลฝอยจากหลุมฝังกลบมาใช้ประโยชน์มาเป็นเชื้อเพลิง สำหรับการผลิตไฟฟ้า ปริมาณ 3 ล้านตัน เป็นเวลา 23 ปี อายุสัญญาโครงการสิ้นสุดวันที่ 19 สิงหาคม 2585

นอกจากนั้น SP ได้ลงนามใน Joint Venture Agreement ร่วมมือกับ ZDWT,FFQ และ NYT ในนาม “สยามพาวเวอร์ กรีน” เพื่อยื่นข้อเสนอโครงการจ้างเหมาเอกชนกาจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอย ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ขนาด 20 เมกกะวัตต์ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (E-Bidding)