ปัจจัยความเสี่ยง

การลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทฯ มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องปัจจัย ความเสี่ยงซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน หรือมูลค่าหุ้นสามัญของบริษัทฯ ทั้งนี้ ปัจจัยความเสี่ยงที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้เป็นความเสี่ยงที่บริษัทฯ ประเมินไว้ตามสถานการณ์และข้อมูลที่มีในปัจจุบัน โดยอาจมีปัจจัยความเสี่ยงอื่นที่ไม่เป็นนัยสำคัญในปัจจุบันที่อาจเป็นปัจจัยความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อบริษัทฯ ในอนาคตได้

นอกจากนี้ ข้อความในลักษณะที่เป็นการคาดการณ์อนาคตที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ เช่น การใช้ถ้อยคำว่า “เชื่อว่า” “คาดว่า” “เห็นว่า” “อาจ” หรือ “อาจจะ” เป็นต้น หรือคำหรือข้อความอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันหรือการคาดการณ์เกี่ยวกับแผนการประกอบธุรกิจ ผลการดำเนินงาน การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ นโยบายของรัฐบาล และอื่นๆ เป็นการคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากการคาดการณ์หรือคาดคะเนได้

ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของผู้ลงทุน และแนวทางใน การลดผลกระทบ บริหาร หรือป้องกันความเสี่ยงสามารถสรุปได้ดังนี้

1.ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ

จากการที่บริษัทฯ มีลักษณะการประกอบธุรกิจหลักลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) รายได้หลักจึงเป็นเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับผลการดำเนินการของบริษัทเหล่านี้เป็นสำคัญโดยปัจจุบันบริษัทฯ ลงทุนในบริษัทอื่นทั้งหมด 12 แห่ง ประกอบกับเป้าหมายของบริษัทฯ ที่จะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนต่อไปในอนาคต จึงมีความเป็นไปได้ว่าบริษัทฯอาจจะมีบริษัทย่อยเพิ่มเติมอีกในอนาคตซึ่งการลงทุนในแต่ละโครงการทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและในอนาคตมีปัจจัยเสี่ยงที่ อาจส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของกลุ่มบริษัทฯ ดังนี้

1. ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงผู้รับจ้างดำเนินการโรงไฟฟ้า

ปัจจุบันบริษัทฯ มีการว่าจ้างบริษัท Outsource มาเป็นผู้บริหารโรงไฟฟ้า ได้แก่ CRB TSG PGP และSGP ตามสัญญาจ้างเดินเครื่องและบำรุงรักษา เนื่องจากมีบุคลากรที่มีประสบการณ์การลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวล และมีความชำนาญเกี่ยวกับดำเนินการของโรงไฟฟ้าชีวมวล รวมทั้งการควบคุมและดูแลรักษาเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลตลอดจนมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าและเชื้อเพลิงซึ่งถือเป็น ปัจจัยสำคัญในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งหากการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเกิดจากผู้ที่ไม่มีความชำนาญหรือไม่มีประสบการณ์อาจเกิดความเสียหายต่อโรงไฟฟ้า อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และผลประกอบซึ่ง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทฯ

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงของการพึ่งพิงดังกล่าว โดยยึดหลักปฏิบัติกับคู่ค้าตามนโยบาย การปฏิบัติตามข้อพึงปฏิบัติที่ดี (Code of Best Practices) ที่บริษัทฯกำหนดไว้โดยกำหนดเงื่อนไขในสัญญาจ้าง เดินเครื่องให้เหมาะสม ในขณะเดียวกันสามารถสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่ายได้ เช่น การกำหนด ค่าตอบแทนให้กับผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า (Operator) ตามสัญญาจ้างเดินเครื่องและบำรุงรักษา ซึ่งผันแปรตามรายได้ค่าไฟฟ้าสุทธิ โดยกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำในการผลิตโดยหากผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า (Operator) ผลิตไฟฟ้าได้เกินกว่า เป้าหมาย ก็จะมีค่าตอบแทนส่วนเพิ่มให้แก่ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า (Operator) เพื่อเป็นแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และ ยังสามารถมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจากหน่วยผลิตที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ในทางกลับกันหากผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า(Operator) ผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าเป้าหมายก็จะมีค่าปรับเกิดขึ้นเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบไม่ให้เสียประโยชน์ เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯมีขบวนการติดตามดูแลผลการปฏิบัติงานของ ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า (Operator) ภายใต้เงื่อนไขที่ เหมาะสมได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงเงื่อนไขสัญญาได้ บริษัทฯ มีแผนที่จะสรรหาบุคลากรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากภายนอกหรือฝึกอบรมบุคลากรของบริษัทฯ ในระหว่างที่สัญญากับ ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า (Operator) ยังไม่สิ้นสุดลง ให้สามารถปฏิบัติงานทดแทนการทำงานผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า (Operator)

ปัจจุบัน บริษัทฯ ไม่ได้กำหนดรูปแบบการดำเนินการโรงไฟฟ้ารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยจะพิจารณาความ เหมาะสมของแต่ละโครงการว่าจะเลือกดำเนินโครงการเองหรือจะจัดจ้างผู้ดำเนินโครงการเป็นสำคัญ นอกจากนั้น เพื่อลดการพึ่งพิงผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า (Operator) บริษัทฯ ได้จัดจ้างวิศวกรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญใน การเดินเครื่องโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อดำเนินการโรงไฟฟ้าชีวมวล MGP และ MWE ทั้งนี้การที่บริษัทย่อยของบริษัทฯ เริ่มมีการบริหารโรงไฟฟ้าได้เองจะสามารถนำมาประเมินเปรียบเทียบ และช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับบริษัทฯ ว่าในอนาคตบริษัทฯ จะสามารถดำเนินการโรงไฟฟ้าชีวมวลเองได้ และลดการพึ่งพิงผู้รับจ้างดำเนินการโรงไฟฟ้าภายนอกลง

2. ความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง

  1. ความเสี่ยงจากความเพียงพอของเชื้อเพลิง

    เชื้อเพลิงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการดำเนินธุรกิจไฟฟ้าชีวมวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงไฟฟ้าที่มิได้เป็นเจ้าของแหล่งเชื้อเพลิงเอง โดยหากโรงไฟฟ้าชีวมวลไม่สามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้อย่างเพียงพอ และต่อเนื่องโรงไฟฟ้าจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลังการผลิต ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และผลตอบแทน ของโครงการ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้และความสามารถจ่ายเงินปันผลมายังบริษัทฯ ในที่สุด

    บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบและกำหนดแนวทางลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยก่อนที่บริษัทฯ จะเริ่มลงทุนและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล บริษัทฯ จะเข้าไปทำการศึกษาความเพียงพอของปริมาณเชื้อเพลิงโดย การเข้าไปสำรวจปริมาณเชื้อเพลิงในรัศมีที่สามารถขนส่งได้รอบโรงไฟฟ้าว่ามีปริมาณเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการของโรงไฟฟ้าชีวมวลหรือไม่ ทั้งนี้ บริษัทฯ กำหนดให้โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัทย่อย มีโกดังเก็บเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ไว้ในบริเวณโรงไฟฟ้า และมีพื้นที่โล่งว่างที่สามารถเก็บเชื้อเพลิงในปริมาณมากไว้ได้ เพื่อใช้ใน การสำรองเชื้อเพลิงในช่วงที่ขาดแคลน โดยบริษัทฯ มีนโยบายที่จะสำรองเชื้อเพลิงไว้ในโกดังอย่างต่ำ 15 วัน ซึ่ง กำหนดไว้ในสัญญาว่าจ้างเดินเครื่องกับ VSPP และ STEM

    นอกจากนี้บริษัทฯ กำหนดกลยุทธ์ในการเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิง โดยการจัดจ้างผู้ดำเนินการ โรงไฟฟ้า ("Operator") ซึ่งมีขอบเขตบริการครอบคลุมการจัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอสำหรับการดำเนินการโรงไฟฟ้าด้วย โดยบริษัทฯ จะพิจารณาว่าผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้ามีความสามารถที่จะเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิง และสามารถผลิต และ จำหน่ายไฟฟ้าได้ตามที่สัญญาในการจัดจ้างผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้ากำหนด ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าของ CRB TSG PGP และ SGP หรือบริษัทฯ อาจให้บริษัทย่อยทำสัญญาซื้อขายเชื้อเพลิงระยะยาวกับผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของเชื้อเพลิง ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ร่วมลงทุนโครงการโรงไฟฟ้ากับเจ้าของเชื้อเพลิงโดยตรงได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าของ MGP PGP SGP PTG TPCH1 TPCH2 และ TPCH5 เพื่อสามารถเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับป้อนให้กับโรงไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯมีนโยบายสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการจัดหาเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอในระยะยาว

  2. ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง

    ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนสูงที่สุดสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล หากราคาเชื้อเพลิง ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจะส่งผลกระทบต่อกำไร และผลตอบแทนของโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลอย่างมีนัยสำคัญ เช่นกัน บริษัทฯ มีการบริหารความเสี่ยงด้านราคาเชื้อเพลิง โดยให้ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า ("Operator") รับผิดชอบในการจัดหาเชื้อเพลิง ซึ่งกำหนดไว้ในสัญญาว่าจ้างเดินเครื่อง อย่างไรก็ตามจากข้อมูลการดำเนินการที่ผ่านมาราคาของ เชื้อเพลิงไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงผันผวนอย่างมีนัยสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อบริษัท นอกจากนี้ความแตกต่างของ ต้นทุนส่วนหนึ่งเป็นผลของการผสมประเภทของเชื้อเพลิงใช้ในการผลิตเพื่อบริหารจัดการต้นทุน เช่น ราคาตอไม้จะถูกกว่าราคาปีกไม้ ดังนั้นหากใช้สัดส่วนตอไม้สูงต้นทุนราคาเฉลี่ยจะมีแนวโน้มที่ต่ำลง เป็นต้น

    อนึ่ง บริษัทฯ มีนโยบายในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาเชื้อเพลิงอย่างสม่ำเสมอ โดยหากช่วงเวลาใดที่เชื้อเพลิงหลักมีปริมาณมากและราคาต่ำ บริษัทฯ จะแจ้งให้ผู้บริหารโรงไฟฟ้าทำการซื้อเชื้อเพลิงใน ปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ มีพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับเก็บเชื้อเพลิงทั้งในร่ม และกลางแจ้ง นอกจากนี้ กรณีที่เชื้อเพลิงหลักมีราคาสูงมากและไม่คุ้มค่าในการผลิต บริษัทฯ อาจพิจารณาเลือกใช้เชื้อเพลิง ประเภทอื่นที่สามารถใช้กับเตาเผาของโรงไฟฟ้าและไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากบริษัทฯ พิจารณาเลือก เทคโนโลยีเครื่องจักรที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้หลายประเภท

  3. ความเสี่ยงจากความล่าช้าของโครงการโรงไฟฟ้า

    ปัจจุบันโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทบางโครงการยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงในการดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามแผนการ บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงของการพัฒนาโครงการก่อนที่โรงไฟฟ้าชีวมวลจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ซึ่งโครงการเหล่านี้อาจเกิดความล่าช้าอันเนื่องมาจากความล่าช้าของการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ความล่าช้าจากการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ของผู้รับเหมาก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จ (EPC Contractor) ปัญหาความขัดแย้งกับชุมชน หรือปัญหาจากภัยธรรมชาติ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบถึง ระยะเวลาดำเนินการ และ/หรือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าที่ประมาณการณ์เอาไว้ (Cost Overrun) ซึ่งจะมีผลกระทบทำให้บริษัทไม่สามารถรับรู้รายได้ตามแผนการและส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เป็นไปตามเป้าหมายในที่สุด ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้กำหนดมาตรการในการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว อาทิ การจัดทำคู่มือที่อธิบายถึงขั้นตอนการขอใบอนุญาตต่างๆ รวมทั้งเอกสารและข้อมูลที่สำคัญที่ต้องนำส่งในแต่ละขั้นตอน เพื่อความถูกต้องครบถ้วนและรวดเร็วในการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนของการยื่นขอใบอนุญาตต่าง ๆ โดยบริษัทฯ มีกระบวนการ คัดเลือกบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งพิจารณาจากความพร้อมของผู้รับเหมาแต่ละราย ได้แก่ ผลงานก่อสร้างในอดีต ประสบการณ์ ความชำนาญในงานก่อสร้างลักษณะเดียวกัน ประกอบกับความรู้ด้านเทคโนโลยี พร้อมทั้งพิจารณาฐานะ ทางการเงินของบริษัทผู้รับจ้างอีกทั้งการปรับประกันผลงานภายหลังการก่อสร้าง ซึ่งบริษัทได้มีขั้นตอนในการประกวด ราคาเปรียบเทียบระหว่างผู้รับเหมาที่เข้ามายื่นข้อเสนอรับงานก่อสร้างจากบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทฯ ได้ว่าจ้าง ผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีคุณภาพในระดับราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงการทำสัญญาอย่างรัดกุม และอาจรวมถึง การให้ผู้รับเหมารับประกันประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการผลิตไฟฟ้า การสื่อสารทำความเข้าใจกับชุมชน ใกล้เคียงโดยรอบ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน การทำสัญญาประกันภัยเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติรวมทั้งบริษัทฯ จะทำการว่าจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเพื่อบริหารงานโครงการและงานก่อสร้าง โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุม ตรวจสอบและ ติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่า การก่อสร้างจะแล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด หากเกิดกรณีการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง จะมีอัตราค่าปรับตามสัญญากำหนด

  4. ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนตามเป้าหมายจากการดำเนินงานของบริษัทย่อย

    บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมความเสี่ยงในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่บริษัทประมาณการมีความคลาดเคลื่อนไม่เป็นไปตามที่ตั้งไว้ บริษัทฯ จึงได้กำหนดให้ฝ่าย พัฒนาธุรกิจมีหน้าที่รับผิดชอบในการติดตามผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่บริษัทฯ เข้าไปร่วมลงทุนอย่าง สม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น VSPP ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าชีวมวล CRB จะสรุปข้อมูลผลการดำเนินงานของ โรงไฟฟ้าให้กับฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัทฯ ในทุกวัน รวมทั้งวิเคราะห์ผลตอบแทนเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจที่ บริษัทฯเข้าไปลงทุนมีผลการดำเนินงานและประสิทธิภาพตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้กำหนดมาตรการและแนวทางดำเนินการเพื่อป้องกันความเสี่ยงในเรื่องนี้ เช่น

    • กำหนดนโยบายในการบริหารงานในบริษัทย่อย โดยมอบหมายให้กรรมการ และ/หรือ ผู้บริหาร ของบริษัทฯ เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทย่อยโดยมีจำนวนไม่น้อยกว่าสัดส่วนการถือหุ้น ของบริษัทฯ ในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม (แล้วแต่กรณี) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้แต่งตั้งผู้แทน ของบริษัทฯ เข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทย่อยด้วย
    • บริษัทฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลการดำเนินการของโรงไฟฟ้าตลอดเวลาด้วยระบบ Real Time Monitoring และบริษัทฯ จะได้รับรายงานประจำวันจากผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า ซึ่งทำให้ฝ่ายพัฒนาธุรกิจสามารถจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยเสนอต่อผู้บริหาร และคณะกรรมการของบริษัทฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขได้อย่าง เหมาะสมและทันต่อเหตุการณ์
    • มอบหมายให้ผู้ตรวจสอบภายในของบริษัทฯ เข้าตรวจสอบกิจกรรมต่าง ๆ ในบริษัทย่อยอย่าง สม่ำเสมอตามแผนการตรวจสอบประจำปี (Audit Plan) เพื่อให้เชื่อมั่นได้ว่า บริษัทย่อยมีระบบควบคุมภายในที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ และรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบ

  5. ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่

    โครงการโรงไฟฟ้าในปัจจุบันของบริษัทฯ มีลูกค้ารายใหญ่เพียงรายเดียว คือ กฟภ. (สำหรับโครงการ ในอนาคต PTG มีลูกค้า คือ กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่รับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด ตามสัญญาซึ้อขาย ไฟฟ้า ซึ่งได้กำหนดจำนวนหรือปริมาณและราคารับซื้อไว้อย่างแน่นอนในแต่ละช่วงเวลา ตามนโยบายการสนับสนุน การผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน เช่นเดียวกันผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนรายอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีการควบคุมการปฎิบัติงานของ โรงไฟฟ้าที่บริษัทเข้าไปลงทุนให้เป็นไปตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด รวมถึงปฎิบัติให้เป็นไปตาม มาตรฐานสากล และข้อกำหนดอื่นๆ ที่การไฟฟ้ากำหนดเพื่อให้บริษัทฯ มีคุณสมบัติครบถ้วนตามสัญญา และกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง

  6. ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ การต่อต้านของมวลชนในพื้นที่ และการก่อวินาศกรรม

    ในการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ มีโอกาสจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นจากเครื่องจักรหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ รวมทั้งมีความเสี่ยงที่เกิดจากการต่อต้านของชุมชนเนื่องจากทัศนคติของชุมชนที่มีต่อโรงไฟฟ้าหรือกระบวนการผลิตอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน โดยอาจมีสาเหตุมาจากอายุการใช้งานของตัวโรงไฟฟ้า การปฏิบัติงานของบุคลากร นอกจากนี้โรงไฟฟ้าอาจเป็นเป้าหมายของการก่อวินาศกรรม

    บริษัทฯ เชื่อว่าจากมาตรการที่มีอยู่และการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แนวโน้มของความ เสี่ยงในประเด็นนี้จึงมีไม่มาก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารได้กำหนดมาตรการต่าง ๆ และให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันและลดโอกาสในการเกิดความเสี่ยงดังกล่าว ดังนี้

    • การเน้นย้ำกับผู้ปฏิบัติงาน (หรือผู้รับจ้างบริหารโรงไฟฟ้า) อย่างสม่ำเสมอถึงความไม่ประมาท เพราะเชื่อว่าความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ประมาณค่ามิได้
    • การบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อให้เครื่องจักรหรือ อุปกรณ์นั้น ๆ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ และ ส่วนราชการท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันทุกฝ่าย
    • การกำหนดแผนการรักษาความปลอดภัยและแผนฉุกเฉิน การติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ระบบ กล้องวงจรปิด รวมทั้งการฝึกซ้อมเป็นประจำ
    • การจัดทำประกันภัยโรงไฟฟ้าที่ครอบคลุมในเรื่องAll Risks, Machinery Breakdown, Business Interruption และ Third Party Liability เพื่อความมั่นใจว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจะได้รับ ความคุ้มครองอย่างพอเพียงและเหมาะสม
  7. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐ และองค์กรกำกับดูแล ความเสี่ยงจากกระบวนการเปิดรับซื้อไฟฟ้าโดยใช้วิธีการคัดเลือกการแข่งขันทางด้านราคา (Competitive Bidding)

    จากการที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก มาก (VSPP) โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมโครงการพลังงานแสงอาทิตย์) โดยใช้วิธีการคัดเลือก การแข่งขันทางด้านราคา (Competitive Bidding) ใช้อัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ แบบ Feed-in Tariff (FiT) โดยจะทำการคัดเลือกจากข้อเสนอโครงการที่เสนอส่วนลดสูงสุดของอัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT ในส่วนคงที่ (FiTF ) ก่อน และเรียงลำดับตามส่วนลดที่เสนอจนครบปริมาณตามเป้าหมาย ซึ่งประกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทประสบภาวะการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของบริษัทฯ ที่จะขยายการลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้าในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม จากเดิมที่บริษัทฯ มีแผนการลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตพื้นที่ภาคใต้ ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบ จากความเสี่ยงข้างต้น บริษัทฯ มีแผนขยายการลงทุนไปยังภาคอื่นๆ และขยายการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้ง พิจารณาพลังงานหมุนเวียนทางเลือกชนิดอื่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานขยะ ฯลฯ

    ความเสี่ยงการลงทุนในต่างประเทศ

    บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงของการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในต่างประเทศ บริษัทจึงมีการกำหนดมาตรการ ในการคัดเลือกโครงการลงทุน และผู้ร่วมลงทุนอย่างรอบคอบ ทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น นโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมของประเทศที่จะร่วมลงทุน และนำสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนเครื่องจักรอุปกรณ์และต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงมาตรการข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมา วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุน และผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีการ วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป (Sensitivity Analysis) ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับโครงการดังกล่าว เพื่อเตรียมหาแนวทางป้องกันความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่อการประกอบธุรกิจในต่างประเทศเป็นอย่างมาก

  8. ความเสี่ยงเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

    การประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าของบริษัทย่อย อยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขผลกระทบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นของหน่วยงานของรัฐส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ซึ่งกฎหมาย และกฎระเบียบดังกล่าวครอบคลุมถึงเรื่องการควบคุมมลพิษทั้งทางดิน น้ำ อากาศ และสารพิษ การกำจัดและจัดการ ขยะและของเสีย สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการวัตถุที่เป็นอันตราย ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวมี ความซับซ้อน เปลี่ยนแปลงบ่อย และการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบดังกล่างบางกรณีขึ้นอยู่กับการตีความของ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทได้ตระหนักถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากโรงไฟฟ้า โดยก่อนเริ่มดำเนินการ ก่อสร้างโรงไฟฟ้า บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (“ESA”)และจัดทำ การมีส่วนร่วมของประชาชนโดยรอบพื้นที่โรงไฟฟ้า สำหรับบริษัทย่อย ยกเว้นโครงการ PTG ที่บริษัทฯ จะจ้างที่ ปรึกษาเพื่อศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (“EIA”) เนื่องจากเป็นโครงการที่มีกำลังผลิตเกินกว่า10 เมกะ วัตต์ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อาทิ ระบบการระบายสารออกจากโครงการ ระบบควบคุมมลสาร ระบบการจัดการน้ำเสีย ระบบกำจัดกากและของเสียโดยใช้ประโยชน์จากกาก ขี้เถ้าที่เหลือจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านและชุมชนรอบข้างเพื่อใช้เป็นปุ๋ย ระบบดักจับฝุ่น ละอองแบบลมหมุนวน (Multi-Cyclone) และระบบดักจับฝุ่นละอองแบบไฟฟ้าสถิตย์ (Electrostatic Precipitator) เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ และบริษัทย่อยยังมีการดำเนินการติดตามและตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกินขึ้นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าของบริษัทย่อยเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และลดมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โรงไฟฟ้าของบริษัทย่อยเป็นโรงไฟฟ้าเพื่อชุมชนโดยแท้จริง

    จากผลการตรวจวัดมลภาวะด้านเสียง ด้านฝุ่น และด้านอากาศ ของโรงไฟฟ้าในบริษัทย่อย ในปี 2561 มีผลการตรวจวัดเป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดทุกรายการ

2.ความเสี่ยงด้านการเงิน

  1. ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย

    ตามลักษณะการประกอบธุรกิจลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลต้องใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งผู้ประกอบการ โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้เงินกู้ในรูปแบบวงเงินกู้สินเชื่อโครงการระยะยาว (Project Finance) จากสถาบันการเงิน โดยมีอัตราส่วนเงินกู้ต่อทุนโดยประมาณตั้งแต่ 2:1 จนถึง 3:1 และส่วนใหญ่กำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Interest Rate) ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทย่อยได้ใช้เงินกู้ในรูปแบบเดียวกัน ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีเงินกู้ระยะยาวจำนวน 2,163.01 ล้านบาท ที่มีเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบ ลอยตัว ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวที่อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง และส่งผล กระทบต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ

    บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว โดยในช่วงการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Project Feasibility) บริษัทฯ ได้ศึกษาถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในกรณีต่าง ๆ เพื่อให้ ครอบคลุมในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยมีความผันผวนมาก เพื่อประเมินถึงผลกระทบทางการเงินก่อนการตัดสินใจที่จะ ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีการติดตามการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย และอาจพิจารณาทางเลือกจากแหล่งเงินกู้อื่นๆ นอกจากสถาบันการเงิน เช่น การออกตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ซึ่งจะ ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยได้ เป็นต้น

3.ความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือการลงทุนของผู้ถือหุ้น

  1. ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการในบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลักจากการถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 และ ร้อยละ 75

    เนื่องจากบริษัทฯ มีลักษณะการประกอบธุรกิจเป็น Holding Company ไม่มีการประกอบธุรกิจหลักเป็น ของตนเอง โดยที่รายได้หลักของบริษัทฯ จะเป็นเงินปันผลมาจากบริษัทย่อย ซึ่งการมีมติจ่ายเงินปันผลในแต่ละบริษัท ต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมาก นอกจากนี้การเข้าทำรายการที่สำคัญรวมถึง การเพิ่มทุน การลดทุน และการซื้อหรือ ขายกิจการ ซึ่งต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 เช่นกัน ดังนั้น บริษัทฯ อาจได้รับ ความเสี่ยงจากการที่บริษัทฯ ไม่สามารถควบคุมสิทธิในการออกเสียงจนได้รับมติที่สำคัญดังกล่าวในบริษัทย่อยได้ ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 บริษัทฯ มีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยที่น้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 50 ได้แก่ MGP SP PA และที่น้อยกว่าร้อยละ 75 ได้แก่ CRB TSG PTG PGP และ SGP

    จากสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อย บริษัทฯ มีสัดส่วนจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่าสัดส่วนการถือหุ้นใน บริษัทย่อยทุกแห่ง และสามารถใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นควบคุมเสียงข้างมากในบริษัทย่อยทุกแห่งซึ่งจะสามารถควบคุม วาระสำคัญเรื่องการอนุมัติการจ่ายเงินปันผลได้ ยกเว้นบริษัทที่มีอำนาจควบคุมร่วมกันคือ MGP PA และ SP อย่างไรก็ดี ในด้านการบริหารงานนั้น ข้อบังคับของบริษัทย่อยทุกแห่งได้ถูกกำหนดให้แต่ละบริษัทดำเนินตามนโยบาย ที่บริษัทฯ กำหนดไว้